[Fic] ......The Fairy tales…..[Ep.15]
posted on 03 Sep 2010 06:20 by mini-gibbon in Fic-FairyTales
Title: [Fic] ......The Fairy tales…..
Author: εїзYBGD Endless storyεїз™
Genre: YAOI Romance
Pairing: Youngbae x Jiyong [YBGD]
Song : Sad thing - Coffee prince OST.
Notes: Thank for all comment na ka!! ^^
ร่างหนาเดินไปยังกล่องสื่อสารไร้สายที่อยู่ไม่ห่างก่อนจะกระชากฝาครอบของมันออก จากนั้นจึงลองกดรหัสบางอย่าง โชคเข้าข้างที่มันยังใช้การได้ดี ภาพโครงสร้างตึกฉายออกมาให้เห็น ยองเบพบว่าทางออกที่ใกล้ที่สุด อยู่ที่ปีกซ้ายของอาคาร นั่นหมายความว่าจำเป็นต้องฝ่าคนพวกนั้นกลับไปทิศทางเดิมอีกครั้ง ยองเบกดแป้นรหัสที่หน้าประตูอีกครั้ง ประตูก็เปิดให้เห็นทางเดินหินอ่อนเป็นเงาทั้งพื้นผนังเพดานต่อหน้า ทั้งคู่วิ่งไปตามทางเดินเรื่อยๆ ก่อนรับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างที่ส่งมาจึงหยุดชะงัก ยองเบดึงมือเรียวของฝ่ายที่เดินตามหลังให้พ้นรัศมีลำแสงสีฟ้าจางที่ถูกปล่อยออกมา
"เก่งนี่! แต่ก็ได้แค่นี้แหละเจ้ามนุษย์!" ฝ่ามือที่มีลำแสงสีฟ้าใสเคลือบอยู่อัดเข้าใส่กลางอกร่างหนาต็มแรงจนร่างที่ไม่ทันตั้งตัวนั่นกระเด็นไปกระแทกกำแพงเสียงดังสนั่น
"ยองเบ!!" เสียงใสกรีดร้อง พาร่างตัวเองไปยังกลุ่มกองหินนั้น
"ไม่ต้องห่วงหรอกแฟรรี่น้อย...ข้าไม่ให้มันตายตอนนี้หรอก...เรื่องมันยังไม่จบเลย" เสียงแปร่งปร่าเอ่ยขึ้นราวกับสนุกสนาน
ดวงตาสีชาของจียงเกรี้ยวกราดขึ้นทันที ก่อนพลังสีเข้มกว่าเมื่อครู่จะพุ่งตรงไปยังเจ้าของเรือนผมสีเขียว ในขณะที่มือเรียวอีกข้างวาดขึ้นสร้างเกราะใสเป็นโดมขนาดเล็กครอบตัวกองหินที่ถล่มเมื่อสักครู่ไว้ แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับร่างของเด็กหนุ่มที่ที่พุ่งเข้าหาโดยมีประกายสีฟ้าจุดเล็ก ๆ อยู่ในมือข้างหนึ่ง ร่างโปร่งเพรียวกระโจนหลบไปด้านหนึ่งได้ทันก่อนลูกแสงจะถูกขว้างตรงมาแล้วระเบิดออก แรงระเบิดรุนแรงถึงขนาดทำลายพื้นหินยุบลงไปลึกเป็นวงกว้างในทีเดียว
"เก่งนี่...แต่คุณหนูแฟรรี่ผู้แทบไม่เคยใช้เวทย์อย่างเจ้าจะทนได้นานแค่ไหนกันเชียว?"
ริมฝีปากเรียวกรีดรอยยิ้มบางขณะร่างสูงลอยขึ้นจากพื้น มือประสานกันเบื้องหน้าระดับอกดึงแยกออกจากกันปรากฏประกายสีฟ้าสว่างค่อยๆ ขยายขึ้นเรื่อยๆ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันขณะเตรียมตัวรับการปะทะจากลำแสงที่จะถูกปล่อยออกมา หากลำแสงกลับกระทบบางอย่างกระเด็นไปอีกทางก่อนจะถึงตัวจียง
ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างเบิกกว้างขึ้นเมื่อมองสบเข้ากับร่างหนาที่เดินออกมาจากซากหักพังในมือข้างหนึ่งยังถือเศษซากของกำแพง...และอาจจะเป็นตัวที่ทำให้ลำแสงที่เขาปล่อยไปเมื่อครู่เปลี่ยนทิศทาง ริมฝีปากเรียวแค่นยิ้ม
“..อยู่เฉยๆ ก็ดีอยู่แล้ว ข้ายังไม่ต้องการให้เจ้าตายตอนนี้...หลบไปให้พ้น เจ้ามนุษย์" ยองเบเพียงยิ้มน้อยๆ
"...ไม่!...ผมไม่รู้หรอกว่าคุณต้องการอะไร...แต่ผมจะไม่มีวันทิ้งให้จียงต้องต่อสู้ลำพัง!" ดวงตาสีเขียวหรี่ลงเล็กน้อย
“ถ้าเจ้าว่าง่ายๆ คงดีกว่านี้ แต่ช่างมันเถอะ เมื่อเจ้าเลือกแบบนี้ ก็แค่ทำให้ข้ายุ่งยากขึ้นอีกนิดเท่านั้น”
ฝ่ามือเรียวตวัดขว้างลูกแสงกลมเข้าใส่ร่างบางที่พุ่งตรงเข้าหาพร้อมเวทย์ในในมือรวดเร็ว อีกมือที่ว่างกำกระชับดาบแสงที่เรียกขึ้นมา ก่อนพุ่งตัวเข้าหาร่างหนาที่ยืนรอพร้อมอยู่แล้วเช่นกัน
หยาดเลือดกระเซ็นสาด จนต้องผิวหน้าเยาวว์วัย หากร่างนั้นก็มิได้ใส่ใจ แม้แต่จะปัดมันออกแม้ซักนิด ดวงตาสีเขียวเรืองโรจน์ จับจ้องนิ่งที่ร่างหนาที่หลบปลายดาบได้ว่องไวจนเขาสะกิดได้แค่ช่วงไหล่ถากๆ เท่านั้น ริมฝีปากเรียวเม้มแน่น เอี้ยวตัวหลบลำแสงสีฟ้าที่ถูกปล่อยมาจากร่างเพรียว พร้อมกับส่งพลังอัดกลับไป และต้องเบิกตากว้าง เมื่อร่างหนาที่หลบคมดาบของตัวเองเมื่อสักครู่ กระชากแขนเรียวให้หลบออกจากรัศมีของพลังได้ทันท่วงทีอย่างไม่น่าเป็นไปได้ เด็กหนุ่มตวาดก้องอย่างหมดสิ้นความอดทน
"ในเมื่ออยากจะตายนักข้าก็จะสงเคราะห์ให้!! ข้าหมดความอดทนกับความดื้อด้านของเจ้าแล้ว!!"
ฝ่ามือที่อาบแสงสีฟ้าตวัดสูงเตรียมดึงลงหาร่างที่อยู่ตรงหน้าเต็มแรง หากต้องชะงักเสียกลางคันเมื่อร่างบางที่เมื่อครู่ยังทรุดนิ่งกับพื้นปราดเข้าขวางหน้ารวดเร็ว
“ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำแบบนั้น!!"
จียงเปล่งเสียงตวาดกร้าวแม้ร่างกายจะสั่นสะท้านจากการใช้พลังงานเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดมใสครอบคลุมสองร่างไว้ด้วยกันทันที ยองเบได้แต่มองหลังบางของคนที่ยืนบังเขาไว้ด้วยสายตาอ่อนโยน ดวงตาสีรัตติกาลเปลี่ยนเป็นสีม่วงลึกล้ำอีกครั้ง
ดวงตาเขียวเบิกกว้างจ้องมองร่างตรงหน้านิ่ง ชั่วพริบตาคล้ายกับจะมองเห็นภาพอีกเหตุการณ์หนึ่งที่คล้ายกันซ้อนทับเข้ามา เห็นภาพของหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่ซ้อนอยู่กับร่างตรงหน้า
"..แวนดี้...เจ้า...เจ้า..."
เสียงแผ่วเบาหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากเรียวของเด็กหนุ่ม ดวงหน้าอ่อนเยาว์ทั้งสับสน ร้าวราน แม้จะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่จียงก็ใช้โอกาสนั้น รวบรวมพลังของตัวเอง พุ่งเข้าหาอีกฝ่ายทันที!
"ไม่!! จียง อย่า!!!"
เสียงทุ้มของยองเบตวาดก้องเพื่อหยุดการกระทำนั้นเมื่อเห็นว่าดวงตาสีเขียวเรืองรองราวกับรอเวลานี้ หากสายเกินไป ร่างเพรียวตรงเข้าประทะก่อนจะเบิกตาค้าง เมื่อรับรู้บางอย่างที่พุ่งทะลุเข้าสู่ร่างกายตน...ปลายดาบลำแสงอาบโชกไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ดวงตาสีเขียวมองภาพนั้นนิ่ง
"...ความจริงก็ไม่อยากใช้วิธีนี้หรอกนะ...แต่ช่วยไม่ได้ เจ้าอยากดื้อเองนะแฟรรี่น้อย..."
นาทีที่ร่างนั้นทรุดลงพร้อมกับหยดเลือดที่สาดกระเซ็น...ยองเบรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งในสมองขาดสะบั้นลง...หูไม่ได้ยินเสียงใด...ดวงตามีเพียงภาพร่างบอบางที่ค่อยๆ ทรุดลงกับกองเลือดเพียงเท่านั้น จิตใจราวกับจะเเตกสลายไม่อยากรับรู้ความจริงนั้น
"..ไม่...ไม่จริง...จียง...ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย"
เสียงตะโกนก้องอย่างปวดร้าวดังกึกก้อง แสงเจิดจ้าพุ่งไปทั่วบริเวณ เด็กหนุ่มเจ้าของดวงตาสีเขียวได้แต่ตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ทันได้ตั้งตัวกับกระแสพลังรุนแรงที่ปะทะถูกร่างกระเด็นไปกระแทกกับผนังโลหะอย่างรุนแรงรวดเร็ว โลหิตแดงสดไหวซึมออกมาด้านข้างใบหน้า หากเด็กหนุ่มกลับไม่สามารถละสายตากับสิ่งที่เกิดขึ้นได้แม้สักวินาที
.............................................
ท่ามกลางแสงเจิดจ้า ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นโดยไม่มีใครได้ทันรู้ตัว มังกรขนาดใหญ่ ดวงตาเรียวสวยสีเลือดมีขีดนัยน์ตาสีดำเส้นบางอยู่ตรงกลาง ใบหน้าเรียวได้รูป ส่วนปลายงุ้มลงเล็กน้อยคล้าย จงอยปากนก หางเรียวยาวผิดปกติส่วนปลายมีแก้วผลึกสีม่วงดำใสนูนเป็นแฉกเล็กๆ โดยรอบ ตั้งแต่หัวจรดหางเป็นสีดำสนิทไม่มีสีอื่นเจือปน ร่างนั้นค่อยๆ จางหายเป็นกลุ่มควันลอยเข้าไปในร่างที่ลอยคว้างกลางอากาศราวกับไม่รับรู้สิ่งใด...
ดวงตาสีรัตติกาลค่อยเปลี่ยนเป็นสีม่วงลึกล้ำก่อนจะปิดลง เสื้อผ้าที่ยังสวมติดเริ่มปริขาดเป็นแค่เศษผ้า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อสวยงามสมชาย ผิวหนังด้านหลังมีบางสิ่งดุนดันออกมา ก่อนจะแผ่ขยายเป็นปีกขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยเกล็ดเล็กๆ แนบเนื้อหนังแข็งแต่หยุ่น มีจงอยเล็บอยู่บริเวณปลายยอดด้านบนข้อต่อพับปีก เขาสีดำวาวบิดเป็นเกลียวขมวดลงใต้ใบหูสองข้าง...ผิวขาวกลับยิ่งดูขาว ริมฝีปากอิ่มเป็นสีจัด...ทั้งงดงาม...และน่าสะพรึงกลัวไปพร้อมๆ กัน
แสงสว่าง เจิดจ้านั่นค่อยๆ อ่อนแสงลง หลงเหลือเพียงกลุ่มควันจากเศษซาก และสิ่งต่างๆ ที่ถูกแผดเผาด้วยรังสีร้อนแรง เรือนผมสีดำสนิทลู่ไปตามแรงลม ดวงตาที่ปิดสนิทเมื่อครู่ค่อยๆ เปิดออก ตวัดมามองร่างที่ยังกองอยู่บนพื้นไม่ห่างจากร่างตน...เด็กหนุ่มมองภาพที่เห็นด้วยความตกตะลึง ดวงตาที่เคยเป็นสีม่วงลึกล้ำคู่นั้นแปรเปลี่ยนสีม่วงเหลือบแดงเย็นชา น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ ริมฝีปากอิ่มแดงจัด เอื้อนเอ่ยวาจา...
"...มนุษย์เอย....สิ่งใดคือนิรันดร์กาลอันไม่อาจแปรเปลี่ยนไป? วิทยาการอาจดึงรั้งไว้เพียงร่างกาย … เก็บไว้ซึ่งปัญญา...เหล่าผู้แสวงหาความเป็นนิรันดร์เอย … สุดท้ายก็ไม่อาจค้นพบนิยามอันเป็นนิรันดร์ที่พวกเจ้าทั้งหลายแสวงหา....นิรันดร์กาล … ช่วงยามที่ไม่อาจหาที่สิ้นสุดได้...ชีวิตนิรันดร์ … การคงอยู่ที่มิอาจสิ้นสลาย ผู้แสวงหานิรันดร์ทั้งหลาย เหล่าสรรพชีวิตที่ไม่ปรารถนาการสิ้นสุญ… หารู้ไม่ว่าพวกเจ้าได้ครอบครองนิรันดร์ไว้ …ไม่รู้แม้ได้ไว้ซึ่งสิ่งที่ผู้มีชีวิตนิรันดร์ไม่อาจครอบครอง....พวกเจ้าอาจสูญสลายลงสู่พื้นดิน แต่ก็จะกำเนิดใหม่จากแผ่นดินนั้น พวกเจ้ารู้ว่าชีวิตต้องจบลงซักวัน ดังนั้นจึงพยายามดิ้นรน… ขวนขวายให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ … ไม่รู้หรือผู้แสวงหา ? ว่าพวกเจ้าครองชีวิตนิรันดร์ไว้ด้วย ' ตัวเจ้า ' หากเจ้าจารึกนามไว้ สู่สายโลหิตตน … คุณความดีจากการกระทำเป็นความจีรัง… มีรักนิรันดร์ที่มิคลาย … รวมทั้งได้รับความตายนิรันดร์!”
ร่างเพรียวผงะไปเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่ถูกส่งออกมาจากร่างของชายตรงหน้า ดวงตาสีเขียวเปล่งแสงสว่างวาบดึงสายพลังสีฟ้าเพื่อปกป้องร่างตน หากไร้ผลเมื่อแรงกดดันมหาศาลนั้นเพิ่มมากขึ้นทุกที พร้อมกับที่สิ่งของรอบข้างถูกบางสิ่งกระแทกรุนแรงไม่เว้นแม้กระทั่งร่างของตนที่ยังคุดคู้อยู่กับที่ตรงนั้นก็ กระเด็นไปอัดกับกำแพงโลหะ และยังถูกอัดซ้ำเข้ามาอีกเป็นระลอกไม่มียั้ง ไม่มีโอกาสแม้เพียงเปล่งเสียง
ร่างเพรียวที่ถูกตรึงอัดกับพนังเปล่งเสียงร้องลั่นพร้อมกับเสียงลั่นกระดูกแขนแตกละเอียดทั้งสองข้างให้ได้ยิน กระแสพลังที่พุ่งออกจากร่างนั้นพุ่งเข้าปะทะผ่านร่างกายราวคมมีดเฉือนจนโลหิตสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่ว เมื่อแรงอัดหายไปก็ทำได้เพียงทรุดตัวลงกับพื้นมองร่างที่ก้าวเท้าเข้ามาช้า ๆ เท่านั้น
ริมฝีปากแดงจัดเหยียดยิ้มพึงพอใจดูเย็นยะเยือก เหนือฝ่ามือมีกระแสน้ำวนลอยกลิ้งไปมา สายน้ำเหนือฝ่ามือลอยขึ้นเหนือร่างที่ไร้เรี่ยวแรงบนพื้น ฝนเข้มห่าใหญ่พุ่งตรงลงมาเฉือนซ้ำบาดแผลเดิมทั่วร่างที่ชาจนแทบไม่รับรู้ความเจ็บปวดอยู่ครู่ใหญ่พร้อมเสียงร้องก้องกังวานของร่างบอบบางงดงามที่ยังคงลอยนิ่งท่ามกลางน้ำยาสีเหลือง ในห้องใต้ดิน!!
ดวงตาสีเขียวหรี่ปรือ ลมหายใจติดขัดและเลือดอุ่น ๆ ที่ไม่ยอมหยุดรินไหลจากบาดแผลที่เกิดขึ้นบ่งบอกเวลาที่ใกล้หมดลงไปทุกที แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ แม้ว่าร่างกายราวกับจะแหลกสลาย หากขาทั้งสองยังคงพาร่างตรงไปยังห้องนั้น ไปหยุดข้างเตียง ซึ่งผู้เป็นที่รักนิทราอย่างสงบบนที่นั้น ฝ่ามือเรียวที่ยังคงเปื้อนสีโลหิต ไล้แผ่วเบาที่ข้างแก้มใส ก่อนจะรับรู้ถึงลมหายใจของตนที่แผ่วล้าลงทุกที ร่างเพรียวลดกายลงนอนเคียงข้างนาง ปิดดวงตาของตัวเองลงไร้เรี่ยวแรงแม้แค่เพียงเอ่ยคำร่ำลาใด
...........ครั้งหนึ่ง ช่วงเวลานั้นทำให้ได้รู้จักถึงความรู้สึกที่อยากเก็บไว้นิรันดร์ .....หากไม่อาจทำได้....เคยคิดว่าสิ่งที่รออยู่ยามเมื่อเหยียบย่างลงสู่แผ่นดินนี้คือความสุขของผู้อยู่เคียงข้าง หากสายเกินไป....ช้าเกินไป....ที่มารู้เอาความผิดพลาดในยามที่สูญเสียทุกสิ่งไปสิ้น....อีกสักครั้งที่อยากจะรับรู้ถึงความอบอุ่นของอ้อมแขนนี้....อยากฟังเสียงเรียกขาน ด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน....เรียกสิ.... เรียกข้า ขนานนามของข้าด้วยสรรพสำเนียงของเจ้า ถ่ายทอดความอ่อนโยนลงในหัวใจของข้า เช่นในยามที่โอบกอดบอกเล่าเรื่องราว อยากที่จะรับรู้ถึงความเป็นมนุษย์ของตนเช่นยามที่เจ้าอยู่ข้างกาย ถึงแม้จะรู้ดีว่า..... ความต้องการนับแต่ข้อแรกจนสุดท้าย....ไม่อาจเป็นจริง...

น้องจีใจร้อนไปหน่อย
พี่เบ้ต้องช่วยน้องด้วยนะ
ห้ามเศร้านะฮึก(ร้องไหล่วงหน้า)
กอดไรตเตอร
ตอน16(อินี่ทวงจริง555)
#1 By tempglover (1.46.115.188) on 2010-09-03 08:25