[Fic] ......The Fairy tales…..[Ep.7]
posted on 30 Jul 2010 06:05 by mini-gibbon in Fic-FairyTales
Title: [Fic] ......The Fairy tales…..
Author: εїзYBGD Endless storyεїз™
Genre: YAOI Romance
Pairing: Youngbae x Jiyong [YBGD]
Song : You’re my.. - Taeyang
Notes: Thank for all comment na ka!! ^^
เคยได้ยินหรือไม่....นิทานก่อนนอน....เรื่องเล่าของเด็กชายผู้สามารถบินได้ และมีมนต์พิเศษในการปฏิเสธการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่กลับเป็นเด็กตลอดกาล เขาใช้ชีวิตวัยเด็กตลอดกาลของเขาท่องเที่ยวผจญภัยอยู่ในเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในดินแดนเนเวอร์แลนด์ เป็นหัวหน้าของแก๊งเด็กหลง อยู่กับหมู่นางฟ้า ต่อสู้กับโจรสลัด และออกมาพบปะกับเด็กธรรมดาๆ ในโลกภายนอกบ้างเป็นครั้งคราว.....หากใครเล่าจะรู้ความเป็นไปที่แท้จริง....
สองอาทิตย์ผ่านไปกับการสอบ Midterm พวกเขาทั้งคู่ก็เหมือนกับเด็กมหาลัยทั่วไปช่วงสอบก็โหมอ่านหนังสือ แม้ว่าจริงๆ แล้วการอ่านหนังสือคือการสอนจียงว่าเวลาสอบต้องทำตัวยังไงก็ตาม ยองเบคอยกำชับต่างๆ นาๆ พยายามไม่ให้จียงเก่งเกินไปนัก เพราะมั่นใจว่าควอนจียงคงไม่ได้สอบจากความรู้ในหนังสือแน่ๆ! จนต้องกำชับให้ดีไม่ให้ทำข้อสอบให้คะแนนมันน่าเหลือเชื่อมากเกินไปนัก สอบเสร็จก็ยังมีเวลาหยุดอีกสิบวัน ทั้งคู่จึงตัดสินใจพาจียงไปเปิดหูเปิดตา ตามสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของเกาหลีบ้าง นอกจากสถานที่ที่พาไปบ่อยๆเช่น ทงแดมุน หรือถนนคนเดินต่างๆ ในโซล
ทั้งคู่จึงตกลงใจไปเล่นสกีตามที่จียงเรียกร้อง จากตอนแรกที่ว่าจะนั่งเครื่องบินไปกันก็เปลี่ยนใจขับรถไปกันเอง เพราะอยากเห็นโลกที่ต่างออกไป และเบื่อที่จะต้องบินแล้ว นั่นคือความคิดเห็นของจียง ซึ่งเป็นที่รู้ดีว่ายองเบไม่เคยปฏิเสธ... ขับรถประมาณสิบห้าชั่วโมงได้ก็ถึงเพราะถนนไม่ได้ราบลื่นอย่างที่คิด ทั้งๆ ที่บริเวณนี้ทั้งหมดที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเกาหลี 'สกีรีสอร์ท'
สองคนคิดไว้ว่าจะเที่ยวเล่นแถวนี้แล้วไปต่อที่อื่นรวมๆ ประมาณสองอาทิตย์ แต่ตัดสินใจมาเล่นสกีกันก่อน ที่พักที่เลือกไว้อยู่ในที่สูง ทำให้อากาศเบาบาง หายใจลำบากอยู่สักหน่อย ตามทางจึงมีถังอ๊อกซิเจนเล็กๆ ตั้งอยู่รอบๆ เพื่อเหตุฉุกเฉิน บ้านที่ไปพักห่างจากตัวอาคารหลักพอควรเพื่อความเป็นส่วนตัว ตัวอาคารเป็นตกแต่งเป็นเคบินไม้สองชั้น ที่ด้านในมีเพียงชั้นครึ่งเพราะครึ่งนึงเปิดโล่ง เป็นเพดานสูงส่วนอีกฝั่งชั้นสองเป็นห้องนอนสองห้อง ห้องน้ำในตัว ห้องครัวเล็กๆ ข้างห้องรวมที่มีเตาพิง ดูเรียบง่ายน่าอยู่
เพราะความเพลียจากการเดินทางและความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมาทำให้ยองเบตัดสินใจนอนพักเอาแรงก่อนในวันนี้ ค่อยเริ่มเล่นสกีในวันรุ่งขึ้น
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่ก็เตรียมตัวไปเล่นสกี ในขณะที่ยองเบห่อตัวในชุดกันหนาวเต็มพิกัด จียงกลับยืนด้วยสภาพเสื้อบางๆ กับกางเกงยีนส์ จนแตกต่างโดดเด่นทำให้หลายคนต่างหันมามอง จนยองเบทนไม่ได้ต้องลากเจ้าตัวเข้าไปหาอะไรใส่ให้มันเหมาะกับสภาพอากาศมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเจ้าตัวไม่ขัดขืนเพียงหัวเราะร่วน
เพราะเก่งแต่ทฤษฎีและปฏิบัติจริงห่วยแตกทั้งคู่ ทำให้ล้มก้นจ้ำเบ้ากันจนแทบจะลุกไม่ขึ้น อย่าว่าแต่ไถลลงไปตามทางเลย แค่ลุกขึ้นก็ดูเป็นเรื่องยากเสียแล้ว จนกระทั่งล้มไปสี่ห้าที รู้สึกว่าตัวช้ำ ยองเบก็ตัดสินใจลากคนตัวบางไปหาครูสอนให้ และนั่นก็คงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เมื่อทั้งคู่พอที่จะเริ่มไถลไปตามทางได้บ้าง...ไม่นานเสียงหัวเราะก็ดังประสาน...
"โอ๊ย! เจ็บบบบบบบบบ ใครบอกว่าล้มในหิมะไม่เจ็บวะ อูย" เสียงใสบ่นๆ ยามกลับมาห้องพัก
"..บ่นแต่ก็เห็นเล่นไม่ยอมเลิกหนิ..ชอบใช่ไม๊ล่ะ?" เสียงทุ้มที่เอ่ยตอบกลั้วหัวเราะ จนคนฟังหัวเราะตาม
"ฮ่าฮ่า ก็มันสนุกดีนี่นา เจ็บแต่สนุก...อ่ะ..ขอบใจ"
มือเรียวยื่นมารับแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่อีกฝ่ายยื่นให้ ก่อนจะใช้สองมือกุมไว้ ขยับที่ให้อีกฝ่ายได้ลงมานั่งเคียงข้างกันหน้าเตาผิง เปลวไฟสีส้มที่แลบเลียกองฟืนดูสวยงามไม่น้อย ไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างกัน หากต่างก็รู้ดี ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้น สายใยบางอย่างระหว่างกันเชื่อมโยงถักทอแน่นหนา...
“นี่ยองเบ....เล่าอะไรก็ได้ให้ฟังหน่อยสิ” จู่ๆ คนที่เงียบไปเมื่อสักครู่ก็เอ่ยขึ้น
“หืม...ทำไมจู่ๆ ก็อยากฟังล่ะ”
“ไม่รู้สิ...แค่อยากฟัง...” เสียงของนาย นั่นคือข้อความที่ร่างบางเลือกที่จะละไว้ ยองเบคลี่ยิ้มพลางพยักหน้า
“ก็ได้...งั้นเอาเรื่องนี้ไหม?...ปีเตอร์ แพน มีแฟรรี่ด้วย” ดวงตาสีชาหันมามองด้วยความสนใจ
“เอาๆ เล่าสิยองเบ” ร่างบางเผลอเขย่าแขนคนข้างๆ ยิ่งทำให้รอยยิ้มอ่อนโยนกว้างขึ้น มือหนาไล้ปลายผมสีเข้มของคนตัวบางเล่น ก่อนจะทำหน้านึก
“อืมมมม มันเริ่มจาก....”
.
กลางดึกที่เงียบสงบถูกทำลายเพราะเสียงทะเลาะกันระหว่างเด็กหนุ่มแปลกหน้ากับสุนัขของเธอ จนเวนดี้และน้อง ๆ ต้องตกใจตื่น
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมท่านเข้ามาในห้องของฉัน” เวนดี้เอ่ยถามเด็กหนุ่มแปลกหน้าผู้นั้น
“ผมชื่อปีเตอร์ แพน และนี่คือ นางฟ้าทิงเกอร์เบลล์ เพื่อนของผม” เด็กหนุ่มผู้นั้นแนะนำตนเอง และสิ่งมีชีวิตเล็กที่เกาะไหล่เขาอยู่
“ผมต้องขอโทษที่ส่งเสียงรบกวน แต่สุนัขของคุณกัดเงาของผมขาด ผมไม่ทราบจะทำอย่างไรดี” ปีเตอร์ แพนบอกถึงสาเหตุที่ทะเลาะกับสุนัข เวนดี้มองตามก็เห็นว่าเจ้าเงาของปีเตอร์แพนขาดอยู่ในมือของเจ้าของไม่ได้ติดอยู่ที่เท้าเหมือนที่ควร เธอจึงยิ้ม
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันชื่อเวนดี้ ฉันจะช่วยซ่อมเงาให้คุณเอง" เวนดี้พูดพลางหาด้ายและเข็มมาเย็บเพื่อซ่อมเงาของปีเตอร์ แพนจนเสร็จเรียบร้อยดี
“ขอบคุณมาก คุณเวนดี้ ผมขอมอบลูกโอ๊กนี้ให้คุณ” เพราะรู้สึกขอบคุณปีเตอร์ แพนจึงมอบลูกโอ๊กให้แก่เวนดี้เพื่อตอบแทน เวนดี้เห็นว่าลูกโอ๊กนั้นสวยดีจึงร้อยเชือกคล้องคอไว้
"แล้วทำไมคุณถึงมาที่นี่ จนมาเจอกับสุนัขของฉันได้ล่ะ?" เธอเอ่ยถาม ปีเตอร์ แพนจึงเอ่ยถึงสาเหตุที่มาในวันนี้
“ที่เกาะแห่งความฝันกลางทะเลแดนไกล มีเด็กกำพร้าที่น่าสงสารมากอยู่เจ็ดคน ผมเห็นพวกเขาเหงาและอยากได้เพื่อนคอยดูแล จึงได้มาหาคุณ อยากให้คุณไปดูแลเด็ก ๆ ทั้งเจ็ดคนนั้น”
เวนดี้ดีใจมาก เธอรักและสงสารเด็กทั้งเจ็ดคนจึงตอบตกลงทันที และพาน้อง ๆ ของเธอคือ จอห์นและมิเชลไปด้วย ปีเตอร์ แพนไม่ขัดข้องพาทั้งสามคนเหาะขึ้นไปในท้องฟ้า ไม่นานนัก พวกเขาก็เห็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งกลางมหาสมุทร ปีเตอร์แพนชี้ให้เวนดี้ดู
“นั่นคือเกาะแห่งความฝัน จุดหมายของเรา”
“โอ…มันสวยงามมาก” เวนดี้อุทาน
ในขณะที่ทั้งหมดจะเหาะลงสู่พื้นดิน “บูม” เสียงระเบิดดังขึ้นจากเรือของโจรสลัด ถูกกลุ่มของปีเตอร์ แพนพอดี ทุกคนจึงร่วงลงสู่พื้นดิน ปีเตอร์แพนมองหาเวนดี้ แต่กลับเหลือบไปเห็นทิงเกอร์เบลล์เสียก่อน จึงคิดว่าทิงเกอร์เบลล์ เป็นเหตุและกล่าวตำหนินางฟ้าน้อยว่า
“พวกโจรสลัดของกัปตันฮุคเห็นเรา เป็นเพราะแสงระยิบระยับของเธอนั่นแหละ”
ทิงเกอร์เบลล์น้อยใจมาก เธอร้องไห้และเหาะล่วงหน้าไปหาบรรดาเด็กกำพร้าทันที ด้วยความโกรธที่ถูกปีเตอร์ แพนตำหนิ ทิงเกอร์เบลล์จึงโกหกเด็กๆ ว่า
“พวกเธอจงระวังให้ดี เวนดี้ มนุษย์กินคนกำลังจะมาอยู่กับพวกเธอแล้ว”
ได้ฟังดังนั้นพวกเด็กๆ จึงเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับเวนดี้มนุษย์กินคน เด็กกำพร้าคนหนึ่งในกลุ่มชื่อ ทูเทิล เป็นคนที่ยิงธนูแม่นมาก เมื่อเห็นเวนดี้เดินมาถึง เขาจึงยิงธนูออกไปทันที
“โอ๊ย ปีเตอร์แพน ช่วยด้วย” เวนดี้ร้องเรียกปีเตอร์แพน ก่อนล้มลงนอนแน่นิ่งไป
“เอ๊ะ อะไรนี่ ฉันยิงคนที่ปีเตอร์ แพนส่งมาให้เป็นแม่เรา หรือนี่ โฮ…โฮ..” ทูเทิลร้องไห้เมื่อรู้ความจริง
ขณะเดียวกันปีเตอร์ แพนวิ่งมาพบ เหตุการณ์พอดี เขาร้องไห้พลางดึงลูกธนูออกจากทรวงอกของเวนดี้ ทันใดนั้น เวนดี้ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“ไชโย เธอยังไม่ตาย” ปีเตอร์แพนร้องอย่างดีใจ
ลูกธนูปักลงไปในลูกโอ๊กที่ปีเตอร์ แพนให้เธอไว้ เธอจึงไม่เป็นอันตราย นางฟ้าทิงเกอร์เบลล์ จึงถูกขับไล่ไปจากกลุ่มของพวกเขา
หลังจากนั้นเด็กๆ ก็นั่งล้อมรอบเวนดี้ แม่ที่น่ารัก ทุกคนมีความสุขมาก เมื่อได้ฟังเวนดี้เล่าเรื่องของเธอให้พวกเด็ก ๆ ฟัง บางครั้งก็ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงไพเราะ แต่…ทุกคนคงไม่รู้ว่าที่ประตูหน้าบ้าน กัปตันฮุคและพวกโจรสลัดกำลังรอโอกาสที่จะจับเวนดี้ และเด็กทั้งเจ็ดคนอยู่ ไม่ต่างจากเจ้าจระเข้ใหญ่ที่กำลังตามหลังกัปตันฮุคมาเช่นกัน มันเคยกินแขนซ้ายของเขามาแล้วและมันก็ยิงติดใจเนื้อของกัปตันฮุคมาก จึงได้เฝ้าไล่ตามกัปตันฮุคไปทุก ๆ แห่ง
วันหนึ่งปีเตอร์ แพนพาเวนดี้ไปนั่งเล่นที่เกาะนางเงือก ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ปีเตอร์ แพนรีบเหาะไปดู เขาเห็นลิลลี่ลูกสาวหันหน้าเผ่าอินเดียแดงถูกโจรสลัดจับมัดกลางทะเล และเธอกำลังจะถูกเจ้าฉลามร้ายคาบไป ปีเตอร์ แพนจึงลงไปช่วยลิลลี่จากฉลามแล้วพาไปส่งที่หมู่บ้านอย่างปลอดภัย ด้วยเหตุนั้น ชาวอินเดียนแดงจึงได้จัดงานเลี้ยงขอบคุณให้กับปีเตอร์ แพน เขาอยู่ร่วมงานฉลองและเต้นรำกับลิลลี่อย่างสนุกสนานจนลืมไปว่าได้พาเวนดี้มาด้วย เพราะเหตุนั้นเวนดี้จึงเดินกลับบ้านคนเดียวเพราะเป็นห่วงเด็กๆ ที่รออยู่
โชค ร้ายเมื่อเวนดี้กลับมาถึง กัปตันฮุคซึ่งดักรออยู่แล้วก็จับเธอมัดรวมกับพวกเด็ก ๆ พาไปลงเรือ ก่อนไปกัปตันฮุคยังได้ใส่ยาพิษลงไปในขนมเค้กที่เตรียมไว้ให้ปีเตอร์แพน ทิงเกอร์เบลล์ซึ่งแอบดูอยู่ใกล้ๆ ได้เห็นเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อปีเตอร์ แพนกลับมาและหยิบขนมเค้กขึ้นมาจะกินด้วยความหิว ทิงเกอร์เบลล์จึงตรงเข้ามาแย่งขนมแล้วพูดว่า
“กัปตันฮุคใส่ยาพิษลงในขนมเค้ก อย่ากินเลย” ทิงเกอร์เบลล์กลัวว่าปีเตอร์แพนจะไม่เชื่อเธอจึงกินขนมเค้กนั้นเองและล้มลงขาดใจตาย
“โธ่…ทิงเกอร์เบลล์ ฉันเสียใจที่เข้าใจเธอผิด"
ปีเตอร์ แพนร้องไห้ น้ำตาของเขาหยดลงบนร่างของทิงเกอร์เบลล์ น้ำตาแห่งความเสียใจอย่างแท้จริงทำให้เธอฟื้นขึ้นมา ปีเตอร์แพนดีใจมาก ขณะเดียวกันพวกโจรสลัดพาเชลยทั้งหมดไปที่เรือและเวนดี้เป็นคนแรกที่จะถูก โยนลงไปให้เป็นอาหารของจระเข้ เด็กๆ ต่างร้องไห้เพราะความกลัว กัปตันฮุคตะโกนบอกกับจระเข้ว่า
“ข้าจะส่งอาหารอย่างดีให้แก่เจ้า แล้วเจ้าอย่าติดตามข้าไปอีกนะ"
ทันใดนั้น ปีเตอร์ แพนและทิงเกอร์เบลล์มาทันเวลาพอดี เขาเหาะไปอุ้มเวนดี้ขึ้นมาบนเรือ ก่อนที่ร่างของเธอจะถึงปากจระเข้ใหญ่ ทิงเกอร์เบลล์ช่วยปล่อยเด็กๆ ให้เป็นอิสระ และทุกคนช่วยกันจับพวกโจรสลัดโยนลงในน้ำ ดังนั้น กัปตันฮุคและพวกโจรสลัดจึงตกเป็นอาหารอันโอชะของจระเข้เสียเอง ปีเตอร์ แพนจึงพาเวนดี้และน้องของเธอขึ้นเรือโจรสลัด และส่งเรือให้เหาะพาเธอกลับไปส่งที่บ้านในลอนดอน
“ลาก่อนปีเตอร์ แพน”
“ลาก่อนทิงเกอร์เบลล์”
“ลาก่อนเวนดี้”
ปีเตอร์ แพนจากไปแล้ว เหลือเพียงในความคิดคำนึงของเวนดี้ตลอดไป...
"นิทานก็มีแค่นี้แหละ.." ร่างหนาเอ่ย ก่อนจะมองคนฟังที่นั่งคิ้วยุ่งเหมือนคิดอะไรในใจ
"เป็นอะไรรึเปล่าจียง?" ร่างบางเหลือบมองก่อนจะกลับไปครุ่นคิด ริมฝีปากเรียวเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับรำพึงกับตัวเอง
"นายว่า...นิทานมันจบแบบนั้นจริงๆ รึเปล่า?"
"..อืม..ไม่รู้สิ ทำไมถามแบบนั้นล่ะ?" จียงยังคงเหม่อมองไปข้างหน้าเอ่ยตอบเบาๆ
"ฉันเคยได้ยินนะ...แฟรรี่ที่ชื่อ ทิงเกอร์เบลล์..ตนนั้น"
"หืม...จริงหรอ" ยองเบหันไปมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความสนใจ จียงหันมามองเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสนใจจริงจังจึงเอ่ย
"อืม...นางเป็นญาติข้า...ลำดับก็น่าจะเป็นทวด..หรืออะไรประมาณนั้น"
"แล้ว?"
"...นางเป็นแฟรรี่ที่งดงาม...ถูกเรียกมาบนโลกได้หลายร้อยปีแล้ว นาน...นานมาก ตั้งแต่ฉันยังไม่เกิดด้วยซ้ำ...หากแต่เธอไม่ได้กลับมาที่ป่าภูต..." ยองเบขมวดคิ้วกับคำพูดนั้น
"แล้วแปลกตรงไหนล่ะ?" ร่างบางถอนหายใจ
"นายรู้ใช่ไหมยองเบ...แฟรรี่จะกลับป่าภูตในยามที่นายตนหมดลมหายใจ"
"อืมชั้นรู้"
"..หากไม่ได้กลับ...ก็แปลว่า...สิ้นสลาย.."
"อ่ะ..อืม.."
"..ยามที่การสิ้นสลายของแฟรรี่เกิดขึ้น ป่าภูติพรายจะรับรู้ และส่งแฟรรี่ที่ผู้สูญสลายเพรียกหาให้มารับดวงจิตไป...และเพื่อให้ทำตามคำขอสุดท้ายของแฟรรี่ตนนั้น" ดวงตาสีชาไหววูบด้วยความรู้สึกบางอย่างนิ่งงัน ยองเบจึงเอ่ยถาม
"งั้นก็แปลว่า ก่อนสูญสลาย แฟรรี่จะขออะไรก้ได้กับคนที่มารับดวงจิตตนงั้นหรอ?" จียงพยักหน้า
"ใช่! แต่คำขอนั้นจะจำกัดแค่ขอให้ทำอะไรก็ได้กับดวงจิตของตัวเองเท่านั้น...โดยฝ่ายที่มารับ แม้จะไม่อยากทำสักเพียงใด ก็ต้องทำ!"
น้ำเสียงท้ายลงเสียงหนักราวกับกำลังคิดถึงเรื่องที่ขมขื่น มือหนาจึงยื่นไปกุมมือฝ่ายตรงข้ามไว้ จียงกล้ำกลืนบางสิ่งที่ไม่อยากนึกถึงลงไป เอ่ยต่อ
"แต่ทิงเกอร์เบลล์ ไม่มีสัญญาณนั้น แปลว่าเธอยังไม่ตาย...แต่กลับไม่เคยได้กลับไปที่ป่าภูติ..นายว่ามันแปลกไหมล่ะ?" ยองเบขมวดคิ้ว
"อืม...ก็แปลกจริงๆ นะ มีเหตุผลเดียวที่ทิงเกอร์เบลล์กลับไปไม่ได้ก็คงเพราะ...นายของตนยังไม่ตาย...แต่..คนบ้าอะไรจะอายุยืนขนาดนั้น!"
"นั่น สิ...มนุษย์ที่ไหนก็อายุไม่ถึงทั้งนั้นแหละ....แม้จะเป็นมนุษย์ที่ได้รับ อายุไขของแฟรรี่ก็ได้แค่เท่าอายุขัยมนุษย์ทั่วไป....นอกเสียจาก...จะใช้วิธี ที่เลวร้ายอย่างการใช้เวทย์ของแฟรรี่ในการรักษาชีวิตตน แต่วิธีก็เหมือนตายทั้งเป็นนะ ผู้เป็นนายกลายเป็นเพียงชีวิตที่คล้ายกับซาก แฟรรี่เองก็ไม่ต่างกันเพราะแฟรรี่จะต้องถูกดูดเวทย์ตลอดเวลา และยามที่นายตนได้รับบาดเจ็บ ผู้ที่รับไปนั่นคือแฟรรี่..." จียงเอ่ยบอกเรียบๆ หากยองเบโวยลั่น
"โหดเกินไปแล้ว...อย่างงี้ไอ้เจ้านายมันก้เดินไปให้ใครทำอะไรก็ได้โดยไม่รู้สึกเจ็บสักนิดอ่ะดิ ส่วนคนที่เจ็บกลับกลายเป็นแฟรรี่ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย.." จียงยิ้มบางๆ กับท่าทีเดือดร้อนของอีกฝ่าย
"ไม่หรอกน่า เจ้านายก็ต้องรักษาตัวเองเหมือนกัน เพราะถ้าแฟรรี่เจ็บปวดจนตาย เวทย์ก็หมดเช่นกัน.."
"ยังไงก็ไม่ดี...ฉันว่ามันไม่ยุติธรรม" ยองเบยืนยันควมคิดของตัวเอง จียงเพียงเหยียดยิ้มราวกับเย้ยหยัน
“...โลกนี้มันไม่มีอะไรที่ยุติธรรมหรอก....ยองเบ...”
ไฟทั้งห้องมืดลงแล้ว ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันอีก มีเพียงความเงียบและแสงนวลของพระจันทร์ลอดผ่าน สองร่างทอดกายนอนเคียงข้าง หากในความคิดคำนึง..กลับห่างไกล... เสียงใสเป็นเอกลักษณ์ของจียงลอยแผ่วเบาให้พอได้ยิน
"นายว่า...นิทานมันจบแบบนั้นจริงรึเปล่า?"
ไม่มีคำตอบจากร่างที่นอนเคียงข้าง มีเพียงมือหนาที่โอบรัดช่วงเอวบางลากเข้าไปหาตัว จียงเบิกตากว้าง เกร็งร่าง ก่อนจะคลายลงและค่อยหลับตาลงอีกครั้ง เมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผ่านมากับอ้อมกอดปลอบประโลมนั้น...
...บทเริ่มต้น...บทเริ่มแรก...ลำนำหนึ่งที่บอกการกำเนิดของสรรพสิ่ง... ที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบความเป็นไป...ใครเล่าจะค้นพบ.... ล่วงรู้ ...…สิ่งใดกันนะ ที่เป็นตัวแปรซึ่งกำหนดไว้ของทุกสรรพสิ่ง… จะมีใครบ้างหรือไม่ที่เอ่ยตอบกับคำถามด้วยความจริงอันแน่แท้...ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าสิ่งที่ฉายผ่านประสาทการรับรู้ และได้ยิน เป็นภาพลักษณ์อันแท้จริง โดยไม่ต้องพึ่งถ้อยคำ…จำนรรจา....แน่หรือกับสิ่งที่มองเห็น…จริงหรือว่ามิใช่ภาพลวงแห่งความฝัน....ไร้ซึ่งบทสรุป ข้อกำหนดอันแน่นอน…ด้วยมิอาจทราบ ……ไม่อาจล่วงรู้ไม่อาจปลดปล่อยความจริงให้ปรากฏขึ้น…จากก้นบึ้งของทะเลแห่งหัวใจ...แม้แต่จิตวิญญาณในกาย…ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าสิ่งนั้นคือความจริง …หรือเพียงลวง…
.
" สวัสดีครับท่าน! " ชายในเครื่องแบบคล้ายนักวิทยาศาสตร์ก้มลงเคารพเล็กน้อย ก่อนจะผละไป เหลือเพียงชายผมดำเพียงลำพังกลางห้องทดลองมืดสลัว เด็กหนุ่มอายุราว 14-15 ปี ดูไม่น่าที่จะได้รับความเคารพขนาดนั้น ค่อยๆเดินไปยังมุนหนึ่งของห้องทดลองจนเมื่อสุดกำแพงโลหะ เจ้าของดวงตาสีเขียวน้ำทะเลก็เอื้อมมือไปยังซอกเสาต้นหนึ่งกดเบาๆ แท่งโลหะแท่งหนึ่งของกำแพงก็หักลงให้ดึงเข้าหาตัว เปิดบันไดเวียนให้ปรากฏชัดต่อสายตา
เสียงของเหลวในหลอดทดลองดังรับกับเสียงของสิ่งมีชีวิตในกรงต่างขนาดกันไป ดวงตาสีเขียวฉายแววประหลาดพร้อมรอยยิ้มเย็น เขากดคันโยกกลับให้ประตูปิดลงก่อนจะล็อกภายในด้วยรหัสไฟฟ้า แล้วก้าวลงตามขั้นบันไดวน ก่อนยิ้มกับภาพที่มองเห็น และเดินเข้าไปกลางห้องอันมีแทงค์บรรจุน้ำทรงกระบอกสูงจากพื้นจรดเพดาน มือที่สวมถุงมือแนบลงกับกระจกแทงค์ในขณะที่เขายิ้มเหยียด
“เบื่อไหมละ...ข้ารู้ว่ามันน่าเบื่อสำหรับเจ้า..แต่อย่าลืมนะสาวน้อย...ข้าเป็นนายเจ้า ข้าเป็นนายเจ้าตลอดกาล...ไม่มีวันเปลี่ยน..” ร่างนั้นพูดพลางหัวเราะในลำคอ
“ถ้าเจ้าว่าง่ายๆ ก็คงไม่จบอย่างนี้...ถึงข้าจะชอบเวลาที่คนพยศใส่อย่างน่าสนใจ แต่ว่า...ข้าก็เกลียดความยุ่งยากที่ไม่ได้อยู่ในความคาดหมายมากสุดๆ เช่นกัน”
ร่างของเด็กหนุ่มถอดถุงมือออก ก่อนจะใช้ไออุ่นจากฝ่ามือลูบไปบนกระจกแท็งค์ สลายละอองความเย็นซึ่งทำให้เขามองเข้าไปในนั้นได้ไม่ชัดเจน
"รอก่อนนะทิงเกอรเบลล์....อีกไม่นาน...ข้าจะพาเพื่อนมาอยู่กับเจ้า..รู้ไหม? ข้าเพิ่งรู้ว่ามีคนเปิดหนังสือภูตได้แล้ว..."
ร่างนั้นกรีดยิ้มเมื่อบางสิ่งในแทงค์ขยับไหว ตอบสนองคำพูดของตน
"กี่ ร้อยปีแล้วนะทิงเกอร์เบลล์ที่ข้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว...แต่อีกไม่นาน.... ข้าจะปลุกนาง...ข้าจะปลุกชีพนางขึ้นมาเคียงข้าง...ส่วนเจ้าก็ต้องอยู่อย่าง นี้ อยู่ลำพังอย่างนี้...ตายก็ไม่ได้...มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายอย่างที่ข้าเคย เป็น!!"
เสียงหัวเราะอย่างสาใจดังก้องกังวาน เมื่อบางสิ่งที่อยู่ในแท็งค์สั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับโกรธเกรี้ยวคำพูดนั้น!!

ทำไมทิงเกอรเบลถึงโดนขังอะ
ทำไมคนๆนั้นต้องจับภูติ
จียงเปนเป้าหมายต่อไปสินะ
โอ้ยยลุ้นๆ
รอตอนต่อไปนะคะ
#1 By tempglover (1.46.47.177) on 2010-07-30 07:56